รถถัง M 1 A 1 กับสงครามอิรักปราบซัดดัม ในปี 2546
การรบต่อมาเกิดขึ้นในปีพ.ศ. 2546 เมื่อกองกำลังสหรัฐเข้าบุกอิรักและขับไล่ผู้นำซัดดัม ฮุสเซนของอิรักออกจากประเทศ เมื่อถึงเดือนมีนาคม พ.ศ. 2548 มีเอบรามส์ประมาณ 80 คันที่เสียหายจนไม่สามารถทำงานได้โดยศัตรู[14] กระนั้น ในปฏิบัติการบุกก็ไม่มีลูกเรือของเอบรามส์คนใดที่เสียชีวิต แม้ว่าการครอบครองที่เกิดขึ้นภายหลังทำให้พวกเขาจำนวนมากถูกสังหารโดยพลซุ่มยิงและกับระเบิด
ความสำเร็จที่ไม่สมดุลที่สุดของเอ็ม1เอ2คือการทำลายรถถังที-72 ไลออนออฟบาบิลอน 7 คันในการรบระยะใกล้ที่ดุเดือด (ด้วยระยะน้อบกว่า 46 เมตร) ใกล้กับเมื่อมาห์เมาดิยาห์ซึ่งห่างจากแบกแดดไปทางใต้ 29 กิโลเมตร โดยฝ่ายอเมริกาไม่มีการสูญเสียเลย[15] นอกจากอาวุธขนาดหนักของเอบรามส์ ลูกเรือบางคนได้เพิ่มอาวุธต่อต้านรถถังพาดไหล่เอ็ม136 เอที4ด้วยเหตุผลที่ว่าพวกเขาอาจเจอกับรถถังของศัตรูในเขตเมื่องซึ่งปืนใหญ่รถถังไม่สามารถเล็งได้
ด้วยบทเรียนจากปฏิบัติการพายุทะเลทราย เอบรามส์และยานรบอื่นๆ ของสหรัฐที่ใช้ในการรบจะติดตั้งแผงระบุฝ่ายเพื่อป้องกันการยิงพวกเดียวกันเอง พวกมันจะถูกติดตั้งบนด้านข้างและด้านท้ายของป้อมปืน โดยแผงดังกล่าวจะมีภาพกล่องสี่มุมซึ่งติดตั้งอยู่บนแต่ละด้านของป้อมปืน (อย่างที่เห็นในรูปด้านบน) เอบรามส์บางคันก็จะติดตั้งที่เก็บเสบียงเพิ่มที่ด้านหลังของป้อมปืนเพื่อให้ลูกเรือนั้นบรรทุกของได้มากขึ้น
เอบรามส์จำนวนมากถูกทำลาย (เฉพาะคันที่ได้รับความเสียหายจนไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้) โดยพวกเดียวกันเองเพื่อไม่ให้พวกมันถูกยึด โดยปกติแล้วจะใช้เอบรามส์อีกคันเพื่อทำลาย ซึ่งพวกมันมักไม่ค่อยถูกทำลายโดยฝั่งตรงข้าม [16]
เอบรามส์ส่วนใหญ่มักได้รับความเสียหายจากระเบิดไออีดี[17]
เอบรามส์บางคันได้รับความเสียหายขณะที่ทหารราบฝ่ายอิรักเข้าบุก บ้างก็ใช้เครื่องยิงจรวดยิงเข้าใส่ที่สายพาน ด้านหลัง และด้านบน ส่วนรูปแบบอื่นั้นจะเป็นการใช้ปืนกลหนักยิงเช้าใส่จุดสำคัญ[18][19]
นอกจากนี้ยังมีลูกเรือของเอบรามส์จำนวนมากที่ถูกสังหารโดยพลซุ่มยิงในขณะที่พวกเขาโผล่ออกมาจากป้อมปืน
เนื่องมาจากความเสียเปรียบของมันเมื่ออยู่ในเมือง จึงมีการสร้างชุดอุปกรณ์อยู่รอดในเขตเมืองของรถถังหรือทัสค์ (Tank Urban Survival Kit, TUSK) ขึ้นมา ซึ่งเอบรามส์บางคนัใช้ มันมีแนมโน้มที่จะเพิ่มความสามารถในการต่อสู้ในสภาพแวดล้อมที่เป็นเมือง
ในอนาคต[แก้]
ระบบปืนหุ้มเกราะ เอ็ม8 ถูกเชื่อว่าจะเข้ามาร่วมกับเอบรามส์ในกองทัพสหรัฐสำหรับการรบที่เข้มข้นน้อยกว่าเมื่อต้นปีพ.ศ. 2533 คันต้นแบบถูกสร้างขึ้นแต่โครงการก็ถูกยกเลิกไป ระบบปืนเคลื่อนที่ เอ็ม1128 ที่มี 8 ล้อถูกออกแบบขึ้นมาในทางเดียวกัน มันได้เข้าสู่ประจำการและพบว่ามันอ่อนแอ
ระบบรบในอนาคตของกองทัพสหรัฐต้องการหารถถังเข้ามาแทนที่เอบรามส์และโครงการก็ถูกตัดออกจากงบประมาณของกระทรวงกลาโหมสหรัฐ
เอ็ม1เอ3 เอบรามส์เป็นการออกแบบในช่วงแรก[20][21] กองทัพสหรัฐต้องการสร้างต้นแบบในปีพ.ศ. 2557 และเริ่มทำให้เอ็ม1เอ3 พร้อมเข้าประจำการในปีพ.ศ. 2560
โครงการยานรบภาคพื้นดิน บีซีทีของกองทัพสหรัฐที่กำลังพัฒนา อาจเข้ามาแทนที่เอ็ม1 ทั้งในสหรัฐและประเทศอื่นอย่างถาวร อย่างไรก็ตาม กองทัพกล่าวว่าเอบรามส์ยังคงประจำการอยู่ไปจนถึงปีพ.ศ. 2593
ข้อมูลอีกเพิ่มเติม
| บทบาท | รถถังหลัก |
|---|---|
| สัญชาติ | |
| ประจำการ | พ.ศ. 2523 – ปัจจุบัน |
| ผู้ใช้งาน | ดูที่ประเทศผู้ใช้งาน |
| สงคราม | สงครามอ่าว สงครามคอซอวอ สงครามอิรัก สงครามอัฟกานิสถาน |
| ผู้ออกแบบ | ไครสเลอร์ ดีเฟนซ์(ปัจจุบันเป็น เจเนรัล ไดนามิกส์) |
| บริษัทผู้ผลิต | ลิมา อาร์มี แทงค์ แพลนท์ (พ.ศ. 2523-ปัจจุบัน)[1] ดีทรอยท์ อาร์เซนอล แทงค์ แพลนท์ (พ.ศ. 2525-2539) |
| มูลค่า | 6.21 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (เอ็ม1เอ2)US$8.92(2559)[2] |
| จำนวนที่ผลิต | มากกว่า 8000 คัน[3] |
| แบบอื่น | ดูที่รุ่นต่างๆ |
| น้ำหนัก | 61.3 ตัน |
| ความยาว | รวมปืนที่ยื่นออกไปข้างหน้า 9.77 เมตร[4] ตัวถัง 7.93 เมตร |
| ความกว้าง | 3.66 เมตร |
| ความสูง | 2.44 เมตร |
| ลูกเรือ | 4 นาย (ผู้บังคับการรถถัง พลปืน พลบรรจุ และพลขับ) |
| เกราะ | เกราะช็อบแฮม เกราะอาร์เอช แผ่นเหล็กป้องกันยูเรเนียม |
| อาวุธหลัก | ปืนใหญ่ลำกล้องเกลียวเอ็ม68 ขนาด 105 ม.ม. (เอ็ม1) ปืนใหญ่ปัจจุบันไร้เกลียวเอ็ม256 ขนาด 120 ม.ม.(เอ็ม1เอ1 เอ็ม1เอ2 เอ็ม1เอ2เอสอีพี) |
| อาวุธรอง | ปืนกลหนักเอ็ม 2 บราวนิง ขนาด 12.7 ม.ม.หนึ่งกระบอก ปืนกลเอ็ม240 ขนาด 7.62 ม.ม.สองกระบอก (หนึ่งกระบอกบนฝาครอบ หนึ่งกระบอกข้างปืนหลัก) |
| เครื่องยนต์ | ฮันนีเวลล์ เอจีที1500ซี ให้แรงขับ 1,500 แรงม้า |
| กำลัง/น้ำหนัก | 24.5 แรงม้า/ตัน |
| ระบบส่งกำลัง | อัลลิสัน ดีโอเอ เอ็กซ์-1100-3บี |
| ระบบช่วงล่าง | ทอร์ชั่นบาร์ |
| ระยะห่างระหว่างตัวถังกับพื้น | 0.48 เมตร (เอ็ม1 เอ็ม1เอ1) 0.43 เมตร (เอ็ม1เอ2) |
| ความจุเชื้อเพลิง | 500 แกลลอน |
| พิสัย | 465.29 กิโลเมตร[5] ติดตั้งระบบป้องกันนิวเคลียร์ชีวะเคมี 449.19 กิโลเมตร |
| ความเร็ว | บนถนน: 67.7 กิโลเมตรต่อชั่วโมง นอกถนน: 48.3 กิโลเมตรต่อชั่วโมง |
ข้อมูลจาก เว็บไซท์วิกืพีเดีย 17 ตุลาคม 2553 อัพเดท
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น
หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น